Syndicate content

Add new comment

โครงการแล็ปท็อป และแท็บเล็ตเพื่อการศึกษาขนาดใหญ่ -- บทเรียนจาก 10 ประเทศ

Michael Trucano's picture

Also available in English

Photo by eFF-BKK
ภาพถ่าย slate กระดานฉนวน โดย Napat Chaichanasiri ผ่านการใช้ลิขสิทธิ์จากครีเอทีฟคอมมอนส์

ช่วงเวลาที่ผ่านมา มีข่าวน่าสนใจจากบทความที่มาจากหลากหลายแหล่ง ตั้งแต่ จากเคนยา เรื่อง “โรงเรียนประถม 6,000 แห่งได้รับเลือกร่วมโครงการแล็ปท็อปฟรี” หรือ จากแคลิฟอร์เนียเรื่อง “ลอสแอนเจลิสเตรียมแจกไอแพดฟรี 640,000เครื่องให้นักเรียน” นี่เป็นแค่สองเรื่องจากที่มีอยู่มากมาย ที่ชี้ให้เห็นถึง การนำคอมพิวเตอร์พกพา (แล็ปท็อป และแท็บเล็ต) มาใช้ในโรงเรียนทั่วโลกอย่างรวดเร็วขึ้นและเป็นจำนวนมากขึ้น ถ้ามองจากค่าใช้จ่ายเพียงด้านเดียว ซึ่งอาจจะมีมูลค่ามหาศาลได้แล้ว ข่าวเหล่านี้บ่งชี้ว่า การนำเทคโนโลยีมาใช้ในโรงเรียน เริ่มที่จะเข้ามาเป็นศูนย์กลางของนโยบายและกระบวนการวางแผนด้านการศึกษา ในหลายประเทศทั่วทุกทวีป ไม่ว่าจะร่ำรวยหรือยากจน

โครงการแบบนี้เป็นความคิดที่ดีหรือไม่? นั่นก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่าง ผมพบว่า โดยส่วนมากข้อเสียของโครงการลักษณะนี้จะซ่อนอยู่ในรายละเอียด (และการวิเคราะห์ความคุ้มทุน) อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า โครงการเหล่านี้กำลังเกิดขึ้น บ้างให้ผลดี บ้างก็มากับผลเสีย ทั้งยังเกิดถี่ขึ้น และจำนวนมากขึ้น เห็นได้จากคำถามต่อไปนี้

เราเข้าใจถึงโครงการที่ได้ผล
และที่ไม่ได้ผลแค่ไหน (ทำไมมันถึงได้ผล? และมันได้ผลได้อย่างไร?)
ในช่วงการวางแผน และการดำเนินโครงการลักษณะนี้
เราทราบหรือไม่ว่า ค่าใช้จ่าย และผลประโยชน์อื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกันนั้นมีอะไรบ้าง
และเราจะหาคำตอบสำหรับคำถามข้างต้นนี้ได้จากที่ไหน?
 ---
 

ปัจจุบันธนาคารโลกเองยังไม่เคยมีส่วนร่วมในการจัดสรรความช่วยเหลือด้านการเงินเพื่อสนับสนุนโครงการในลักษณะนี้โดยตรง (แม้ว่าจะมีส่วนร่วมในการเจรจาด้านนโยบายที่เกี่ยวข้องมาหลายครั้ง และได้ทำการประเมินผลกระทบของโครงการเหล่านี้บ้าง เพื่อเป็นการให้ข้อมูล และช่วยให้เกิดการพูดคุยในเรื่องนโยบายเหล่านี้) ขณะนี้หลายๆ โครงการในแบบ “แล็ปท็อปหนึ่งเครื่องสำหรับนักเรียนทุกคน” ได้เข้าสู่ก้าวใหม่ในการพัฒนา ทั้งยังมีการประกาศโครงการแล็ปท็อปเพื่อการศึกษาขนาดใหญ่ใหม่ๆ อีกหลายโครงการ และในขณะเดียวกัน “แท็บเล็ตเพื่อการศึกษา” ได้เปลี่ยนจากความอยากทดลองใช้และความแปลกใหม่ในระบบการศึกษาหนึ่ง มาเป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์หลักของครูและนักเรียนในอีกที่หนึ่ง ไม่กี่ปีที่ผ่านมา บล็อก EduTech ได้ออกรายชื่อ '1-to-1 educational computing initiatives around the world'  เพื่อที่จะชี้ตัวโครงการขนาดใหญ่ที่จัดหาแล็ปท็อปให้กับนักเรียนเป็นเจ้าของ แล้วอะไรๆ เกิดขึ้นอีกมากหลังจากนั้น (อย่างเห็นได้ชัด) ถึงแม้ว่าโพสต์นี้มีอายุมากกว่าสามปี ก็ยังดึงผู้เข้าชมเว็บเป็นจำนวนมาก และมีคนอ้างอิงถึงรายชื่อโครงการเหล่านั้นอยู่บ่อยครั้ง หลายคนขอให้ผมปรับปรุงรายชื่อโครงการสำคัญๆ ที่จะเป็นประโยชน์ในการเรียนรู้ได้ในอนาคต นี่คงมีประโยชน์บ้างต่อผู้ที่มีความสนใจทางด้านนี้  ผมจึงอยากจะนำเสนอรายชื่อบางส่วน โดยที่ไม่ได้เรียงตามลำดับ ดังนี้

โครงการแล็ปท็อปและแท็บเล็ตเพื่อการศึกษาขนาดใหญ่ บทเรียนจาก 10 ประเทศ

1. สหรัฐอเมริกา
หลายประเทศมักจะเหลือบมองและตั้งใจที่จะเปรียบเทียบตัวเองกับสหรัฐอเมริกา ในการพิจารณาริเริ่มใช้เทคโนโลยีทางการศึกษา (ไม่ว่า จะถือเป็นเรื่องที่ดีและมีประโยชน์ สำหรับประเทศมั่งคั่งน้อยกว่า หรือสำหรับประเทศที่มีบริบททางการศึกษาและมีเศรษฐกิจสังคมที่ต่างออกไป)สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่ มีความหลากหลายสูง และมีระบบการศึกษาแบบกระจายอำนาจอย่างมาก (บางคนบอกว่าเป็นขุมระบบศึกษาหลายๆ ชุด) การตัดสินใจเลือกซื้อเทคโนโลยีนั้นไม่ได้เป็นนโยบายระดับประเทศ แต่อยู่ในระดับรัฐหรือระดับเขต (โดยที่มีเขตการศึกษามากกว่า 14,000 แห่งทั่วประเทศ) ซึ่งทำให้ประเทศอื่นๆ เทียบระดับมาตรฐานในประสบการณ์การใช้แล็ปท็อปและแท็บเล็ตเพื่อการศึกษากับสหรัฐลำบาก ดังนั้นการเพ่งเป้าไปที่ระดับรัฐหรือท้องถิ่นนั้นจะเป็นประโยชน์มากกว่า รัฐเมนยังคงเป็นผู้บุกเบิกการใช้แล็ปท็อปในโรงเรียนในโลก แม้ว่าองค์ประกอบบางส่วนของโครงการอาจมีการปรับเปลี่ยนไปบ้าง และบทเรียนจากรัฐเมน ได้ส่งผลทางความคิดต่อผู้จัดทำนโยบายในหลายๆ ที่ มีอีกสองเรื่องที่น่าพูดถึง คือ การตัดสินใจครั้งล่าสุดของกลุ่มโรงเรียนเขตการศึกษาเมืองลอสแอนเจลิส เพื่อทำการจัดซื้อไอแพดสำหรับนักเรียน (นี่เป็น ความเห็นของ Larry Cuban เมื่อประกาศโครงการ )และเจ้าหน้าที่ของ Miami Dade ในรัฐฟลอริดาที่รับรองการเข้าถึงอุปกรณ์ดิจิตอลได้สำหรับนักเรียนทุกคน ทั้งสองแห่งนี้มีแนวโน้มว่าจะเป็นที่สนใจของสื่อมวลชนและการวิจัยในอนาคต  แล้วยังน่าพูดถึงเรื่องการที่เขตการศึกษาหลายแห่งในสหรัฐ ได้สนับสนุนแนวความคิดเรื่องการ “นำเทคโนโลยีของตัวเอง”มาใช้มากขึ้น (bring your own technology หรือ BYOT) ซึ่งยังรู้จักกันภายใต้ชื่อ BYOD (bring your own device) อีกด้วย เพื่อเป็นการยกระดับการเข้าถึงแล็ปท็อปและแท็บเล็ตภายในโรงเรียน เรื่องนี้ได้ทำให้เกิดคำถามที่น่าใคร่ครวญหาคำตอบ ในเรื่องการลงทุน ราคา การดูแลรักษา และความปลอดภัยด้านระบบดิจิทอล และอื่นๆ

2. อุรุกวัย
อุรุกวัยเป็นประเทศแรกที่หาจัดหาแล็ปท็อปฟรีให้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาทุกคนในโรงเรียนรัฐบาล ตามแผนงาน Uruguay's pioneering Plan Ceibal ซึ่งในปัจจุบันได้มาถึงทางแยกที่ต้องตัดสินใจ ในขณะที่โครงการนี้ยังคงได้รับแรงสนุบสนุนจากประชาชนเป็นอย่างดี ภาพเด็กเล็กใช้งานแล็ปท็อป XO สีเขียวขาวของโครงการ One Laptop Per Child (OLPC) ไม่ใช่ของแปลกใหม่อีกต่อไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาและวัฒนธรรม คำถามอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรในการที่จะรักษาความตื่นตัวและคงโมเมนตัมของแผนการ Plan Ceibal ไว้ให้ได้ โดยเฉพาะเมื่องานหนักจริงๆ เริ่มต้นขึ้น นั่นคือการกระตุ้นและทำให้การเปลี่ยนแปลงในภาพใหญ่ ซึ่งก็คือ การปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ

3. ไทย
ในขณะที่โครงการอื่นๆ ได้จัดหาแล็ปท็อปในการใช้งานระบบคอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษาแบบหนึ่งต่อหนึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าประเทศไทยได้ตัดสินใจเลือกใช้แท็บเล็ต โครงการนี้ได้รับการขนานนามว่าเป็นแนวคิดริเริ่มในการใช้แท็บเล็ตเพื่อการศึกษาขนาดใหญ่ที่สุด เมื่อตอนเปิดตัว (แม้ว่าประเทศอื่นได้ชิงอันดับไปแล้ว อ่านได้จากด้านล่าง) ความพยายามของไทยเป็นเพียงการเริ่มต้น แต่เช่นเดียวกับแนวคิดริเริ่มที่คล้ายกันในอีกหลายประเทศ โครงการนี้เป็นเสมือนสายล่อฟ้าที่ดึงดูดทั้ง การวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในเชิงลบและในเชิงบวก

4. เปรู
เปรูได้แจกแล็ปท็อบ XO ของ OLPC เกือบหนึ่งล้านเครื่องให้กับเด็กนักเรียน เริ่มมาตั้งแต่ปี 2551 โดยเน้นที่โรงเรียนเล็กๆ ในชุมชนที่ยากจนซึ่งมักอยู่ห่างไกล ในการสรุปบทเรียนในเปรูนั้น เพื่อนร่วมงานจาก Inter-American Development Bank (IDB) ได้มีส่วนในการ ประเมินแบบสุ่มสำรวจขนาดใหญ่ครั้งแรก เพื่อประเมินผลกระทบจากโครงการ OLPC ผลการสำรวจนี้จะเป็นอาหารทางความคิด สำหรับนักปฏิรูปการศึกษา และนักเทคโนโลยีในประเทศอื่นๆ ซึ่งหวังว่าโครงการขนาดใหญ่ในการนำเทคโนโลยีมาใช้นี้ โดยตัวมันเองจะสามารถนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีสำหรับระบบการศึกษา (ราวกับใช้เวทย์มนตร์) แต่ความเป็นจริงนั้นกลับซับซ้อนและยุ่งยากกว่าที่คิด

5. เคนยา (และรวันดา)
แม้ว่าโครงการยังไม่ได้เริ่มดำเนินการ แต่แผนงานสามระยะของเคนยาในการใช้แล็ปท็อปเพื่อการศึกษา ซึ่งเริ่มขึ้นในเดือนมกราคมปี 2557 ก็ได้รับความสนใจจากนานาชาติเป็นอย่างมาก โดยที่โครงการจะเริ่มจากการส่งมอบแล็ปท็อปฟรีจำนวน 400,000 เครื่องให้กับนักเรียนชั้นประถมหนึ่ง หากมีการดำเนินโครงการนี้ตามที่ได้ประกาศไว้ ก็จะกลายเป็นโครงการที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในทวีปแอฟริกา ในขณะที่เคนยามีโครงการนำร่องจำนวนหนึ่งที่กำลังไปได้ดี ความพยายามที่จะผลักดันโครงการขนาดใหญ่ในเวลาอันรวดเร็วเช่นนี้ ไม่ได้เป็นเรื่องที่ง่ายเลย บทเรียนจากประเทศเพื่อนบ้านในแอฟริกาตะวันออก หรือประเทศรวันดา ที่ได้แจกแล็ปท็อป OLPC XO ไป 200,000 เครื่องแล้วนั้น ทั้งผู้กำหนดนโยบายและผู้เชี่ยวชาญในไนโรบีได้นำเอาบทเรียนเหล่านี้มาศึกษา และวิเคราะห์อย่างกระตือรือร้น แม้การแจกจ่ายจะยุ่งยากเพียงไหน แต่ความสำเร็จในเรื่องนี้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งในกระบวนการเท่านั้น ไม่ใช่จุดสุดท้าย การทำให้เทคโนโลยีนี้ส่งผลดีต่อการเรียนการสอนทั้งในและนอกโรงเรียน การสร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียนเคนยารุ่นใหม่และครอบครัว การคงไว้ซึ่งโมเมนตัมและผลดีเมื่อเวลาผ่านไป สิ่งเหล่านี้เป็นเป้าหมายที่บรรลุได้ยากกว่ามาก และหลังจากนั้นคือปัญหาว่าจะหาค่าใช้จ่ายเพื่อดำเนินการทั้งหมดนี้ได้อย่างไรโดยไม่ไปกีดขวางความจำเป็นที่จะแก้ไขปัญหาเร่งด่วนอื่นๆ ในการศึกษาและการพัฒนา การติดตามประสบการณ์ในเรื่องเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในเคนยา และนโยบายเกี่ยวข้องอื่นๆ จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ และจำเป็นที่ต้องเฝ้าดูและติดตามไปอีกนาน

6. ตุรกี
จากการที่ประเทศไทยได้วางแผนที่จะแจกแท็บเล็ตให้กับนักเรียนถือเป็นการสร้างศักยภาพในการเป็นผู้บุกเบิกของประเทศที่มีรายได้ระดับปานกลาง ในเรื่องการนำเทคโนโลยีทางการศึกษามาใช้ แต่ขนาดของโครงการในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้ได้ถูกบดบังด้วยโครงการลักษณะเดียวกันจากประเทศในอีกซีกหนึ่งของทวีป นั่นคือโครงการของตุรกี ที่มีชื่อว่า FATIH หรือ Movement to Increase Opportunities and Technology โดยโครงการมีการแจกแท็บเล็ตมากกว่า 10 ล้านเครื่อง และกระดานอินเตอร์แอคทีฟ เครื่องพิมพ์และอุปกรณ์เสริมต่างๆ อีกหลายหมื่นเครื่องให้กับโรงเรียนในประเทศ โครงการนำร่องขนาดมหึมาหลายโครงการกำลังดำเนินการอยู่ เช่นเดียวกับกระบวนการ ประมูลขนาดมหึมา ในการที่จะหาผู้ดำเนินการ แตกต่างจากการดำเนินโครงการแท็บเล็ตในไทย ตุรกีนั้นได้มุ่งเน้นให้ผู้ผลิตท้องถิ่นมีบทบาทหลักในแผนงานดังกล่าวด้วย

7. อินเดีย
ก่อนจะมาถึงตุรกี หรือประเทศไทย โครงการ Aakash ของอินเดีย ได้ทำให้ฝ่ายสนับสนุนตื่นตะลึงกับตัวเลขจำนวนของแท็บเล็ตที่จะส่งถึงมือเด็กนักเรียนในประเทศที่กำลังพัฒนาแห่งนี้ โครงการได้ดำเนินไปด้วยความคึกคักและต่อเนื่อง แต่โครงการนี้เป็นเพียงหนึ่งในความพยายามอีกมากมายที่จะแจกจ่ายแท็บเล็ตและแล็ปท็อปไปทั่วประเทศที่กว้างใหญ่นี้ เร็วๆ นี้เองเพิ่งมีการประกาศแผนงานขนาดใหญ่ในรัฐราชสถาน หลังความพยายามเช่นเดียวกันที่เริ่มต้นในรัฐอุตตรประเทศ ความคิดริเริ่มที่หลายหลากในอินเดีย เป็นเรื่องน่าสนใจติดตามอย่างยิ่งเมื่อคำนึงถึงขนาดของโครงการซึ่งกำลังจะเกิดขึ้น และขณะนี้ก็มีองค์ความรู้ท้องถิ่นของวิธีการปฏิบัติที่หลากหลายอยู่มากมาย ทั้งที่ได้ผล และไม่ได้ผล ซึ่งเป็นบทเรียนมาจากโครงการเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาที่ผ่านมา

8. อาร์เจนตินา
จากบทเรียนของโครงการรุ่นแรกในจังหวัด San Luis  ในที่สุดแล้วโครงการอีกหลายแห่งในอาร์เจนตินา ดังเช่น Conectar Igualdad และ Plan S@armiento BA ในบัวโนสไอเรส เมืองหลวงของอาร์เจนตินา เมื่อรวมกันจะกลายเป็นโครงการที่ใหญ่กว่าโครงการ OLPC ของเปรูและอุรุกวัยรวมกันเสียอีก เมื่อพิจารณาดูถึงขนาดและความหลากหลายของโครงการในสามประเทศนี้ ผู้กำหนดนโยบายในประเทศอื่นๆ ที่สนใจจะเรียนรู้อย่างจริงจังจากบทเรียนที่เกิดขึ้นในประเทศอื่น ก่อนที่จะเริ่มโครงการคอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษาแบบหนึ่งต่อหนึ่งของตนเอง อาจทำได้แย่ยิ่งกว่า การที่พวกเขาไปเรียนภาษาสเปน (เพราะข้อมูลภาษาอังกฤษมีน้อยมาก และยิ่งน้อยกว่านั้นอีกมากในภาษาอื่น) และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้หรืออาจจะไปเยี่ยมเพื่อนร่วมโครงการในอเมริกาใต้นี้

9. โปรตุเกส
เป็นประเทศที่ทะเยอทะยานที่สุดในยุโรปที่จะจัดหาแล็ปท็อปให้กับนักเรียน จากประวัติศาสตร์ที่เพิ่งผ่านมา (โปรตุเกสเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป ซึ่งเพิ่งจะพ้นสภาพจากการเป็นประเทศกำลังพัฒนาเมื่อไม่นานมานี้) ทำให้โครงการ eEscola และแผนงาน Magellan จึงน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้อง และเป็นบทเรียนที่มีประโยชน์ต่อประเทศที่มีรายได้ระดับปานกลาง ที่จะดำเนินโครงการขนาดใหญ่ในการจัดหาคอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษาแบบหนึ่งต่อหนึ่ง โดยเฉพาะสำหรับประเทศที่จะนำแนวทาง “ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน” มาใช้

10. _____
และเป็นธรรมเนียมปฏิบัติเรื่อง lists of ten  ในบล็อก EduTech ผมตั้งใจเว้นว่างรายชื่อลำดับที่ 10 นี้ไว้ เพื่อกระตุ้นให้ได้เสริมในสิ่งที่ผมอาจจะพลาดไป (หรือไม่ได้ใส่ใจ) และเพื่อแสดงว่า ความรู้ของตัวผมนั้นไม่สมบูรณ์ครบถ้วนอย่างแน่นอน

ยังมีที่อีกหลายแห่งที่เราสามารถพบได้ถึงเรื่องราว ที่แสดงให้เห็นแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด (และเลวร้ายที่สุด) หรือว่าแสดงถึงความชำนาญในการผลักดันงานไปสู่ความสำเร็จที่ไม่ได้มาโดยง่าย และหวังว่าจะมีข้อมูลที่ชัดเจนในเรื่องการลงทุน ผลกระทบ และผลตอบแทน เมื่อเร็วๆ นี้เม็กซิโกเพิ่งจะยกเลิกการจัดซื้อจัดจ้างแล็ปท็อปสำหรับนักเรียนจำนวน 240,000 เครื่อง แต่นี่อาจมองได้ว่าเป็นเพียงความขลุกขลักเล็กน้อยในแผนงานระยะยาว งานสำรวจอีกชิ้นหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้เกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีมาใช้งานเพื่อการศึกษาในภูมิภาคยุโรป ในเรื่อง One laptop per child in Europe: how near are we? ระบุได้ชัดเจนว่านักเรียนในเดนมาร์ก นอร์เวย์ ลัตเวีย หรือสเปน ได้มีการเรียนรู้ว่า การใช้แล็ปท็อปหรือแท็บเล็ตต่อคนต่อเครื่องเป็นเรื่องปกติมาตรฐาน ส่วน Netbooks on the rise ได้พยายามสำรวจและกลั่นกรองบทเรียนจากประเทศในยุโรป ทางด้านประเทศออสเตรเลียซึ่งมักได้รับการพูดถึงว่าเป็นประเทศแรกที่ริเริ่มแนวคิดเรื่องคอมพิวเตอร์แบบหนึ่งต่อหนึ่ง (ที่ Methodist Ladies' College ย้อนกลับไปในปี 2532 กำลังใกล้จะปิดโครงการ โดยได้แจกจ่ายแล็ปท็อปจำนวนเกือบหนึ่งล้านเครื่องให้กับโรงเรียนต่างๆ ในขณะที่แท็บเล็ต  นั้น  ดูเหมือนว่ากำลังยึดพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว (หมายเหตุ: องค์กรในออสเตรเลีย The Australia-based Anytime Anywhere Learning Foundation (AALF) เป็นแหล่งข้อมูลที่ดีอีกแห่งหนึ่งสำหรับการติดตามเรื่องความพยายามในการจัดหาคอมพิวพ์เตอร์แบบหนึ่งต่อหนึ่ง) บล็อก EduTechเองก่อนหน้านี้ได้เฝ้าติดตามโครงการแล็ปท็อปเพื่อการศึกษาในประเทศจอร์เจีย (หมายถึงประเทศใกล้เทือกเขาคอเคซัส ไม่ไช่รัฐทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา) และระหว่างนี้ผมกำลังอยู่ในระหว่างการโพสต์เรื่องบทเรียนจาก Quebec's Eastern Townships ถ้าใครไม่อยากรอ ก็สามารถอ่านได้โดยตรงในชิ้นงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ไปเมื่อปลายปีที่แล้ว

หมายเหตุท้ายเรื่อง

ข้อเสนอสำหรับโครงการเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาขนาดใหญ่จำนวนมากที่ผมได้พบขณะนี้ ได้เน้นไปที่การนำแท็บเล็ตมาใช้ (แทบทั้งหมดเป็นการใช้งานบนระบบแอนดรอยด์ ซึ่งประเมินได้ว่าเป็นเพียงเรื่องเหตุผลด้านราคา และเพราะว่าไอแพดเป็นผู้นำในตลาดแท็บเล็ตของประเทศ OECD แต่ยังไม่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายนักในประเทศรายได้ระดับปานกลางและระดับล่าง) ผมแทบไม่พบเหตุผลอื่นใดสำหรับคำถามที่ว่า ทำไมจึงเลือกแท็บเล็ต แทนที่จะเป็นแล็ปท็อป หรือเดสก์ท็อป หรือตัวอื่นๆ สิ่งนี้ไม่ได้เป็นการพูดว่า มันไม่มีเหตุผลที่สมควรที่จะซื้อแท็บเล็ตมาใช้ในโรงเรียน (แม้ว่าเครื่องลักษณะผสมผสาน เช่นแล็ปท็อปซึ่งมีทัชสกรีน หรือแท็บเลตซึ่งมี dockable keyboards ทำให้ผมสับสนหลายต่อหลายครั้งในการจำแนกประเภทของคอมพิวเตอร์) แต่เพียงอยากจะชี้ให้เห็นว่า ตัวเลือกของเทคโนโลยีมักจะถูกผลักดันจากการตั้งสมมุติฐานมากกว่าเป็นผลจากการพิจารณาอย่างรอบคอบ แนวโน้มโดยทั่วไปทั่วโลกนั้นชัดเจนอยู่แล้วว่า คอมพิวเตอร์พีซีและแล็ปท็อปกำลังถูกแท็บเล็ตเบียดบังกลุ่มผู้บริโภคอย่างช้าๆ ผมสงสัยว่าสิ่งที่ได้เห็นในข้อเสนอโครงการเพื่อการศึกษาต่างๆ เป็นแค่เสี้ยวหนึ่งของการประจักษ์ครั้งล่าสุดของแนวโน้มที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า นั่นคือว่ามันเป็นเพียงความใคร่ที่จะซื้ออุปกรณ์อินเทรนด์ชิ้นล่าสุดมาใช้ในโรงเรียน และประเด็นที่ถูกหยิบยกมาพูดบ่อยครั้งมากจนเกินไป ไม่ใช่คำถามที่ว่า “อะไรเป็นสิ่งท้าทายที่เราจะแก้ไข และอะไรคือเครื่องมือ และแนวทางที่ดีที่สุดที่จะช่วยเราแก้ปัญหาเหล่านั้น” แต่ควรเป็น “เรารู้แล้วว่า “ทางออก” ในเรื่องเทคโนโลยีของเราคืออะไร คุณจะช่วยชี้แนะได้ไหมว่า เราจะใช้มันแก้ปัญหาให้ถูกที่ได้อย่างไรบ้าง?”

การศึกษาก็เช่นเดียวกับชีวิต คำตอบในการศึกษาที่คุณได้รับนั้นมาจากฟังก์ชันของคำถามของคุณ ในกระบวนการเรียบเรียงคำถามที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อและดำเนินโครงการจัดหาแล็ปท็อปและแท็บเล็ตเสริมการเรียนการสอน (ซึ่งอนาคตอาจเป็นเครื่องมือเครื่องใช้แบบอื่นๆ) เป็นจำนวนมหาศาลเช่นนี้ ก็ได้แต่หวังว่าผู้กำหนดนโยบายการศึกษาและนักการเมือง จะใช้เวลาและความพยายามในการเรียนรู้ประสบการณ์ และบทเรียนจากประเทศอื่นๆ ซึ่งได้เดินในมาในแนวทางเดียวกัน แม้ว่าทำการเรียนรู้ทั้งในเรื่องผลบวกและผลลบ จากบางประเทศที่ได้กล่าวถึงในที่นี้ ไม่ได้รับคำตอบสำหรับทุกคำถาม แต่การตั้งคำถามแบบนี้ จะเป็นการช่วยให้ทบทวนความคิดใหม่ และตั้งกรอบคำถามที่กำลังถามอยู่เสียใหม่อีกครั้ง