Syndicate content

Thailand

ความปลอดภัยบนท้องถนน…สร้างได้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

Chanin Manopiniwes's picture
Also available in: English

Photo credit: Dennis Thern
ภาพถ่ายโดย © Dennis Thern

ในประเทศไทยทุกๆ หนึ่งชั่วโมง อุบัติเหตุบนท้องถนนคร่า 1 ชีวิต จากประชากรทั้งประเทศ 70 ล้านคน อัตราความสูญเสียนี้สามารถบ่งชี้ถึงความปลอดภัยบนท้องถนนได้อย่างไร เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ?

ข้อมูลจากหน่วยเฝ้าระวังและสะท้อนสถานการณ์ความปลอดภัยทางถนนรายงานว่า อัตราการบาดเจ็บและการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนลดลงเหลือแค่ 2 ใน 3 ภายในเวลา 10 ปี (เมื่อเทียบกับตัวเลขในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา) อย่างไรก็ตาม ความสูญเสียจากอุบัติเหตุกลับเพิ่มความรุนแรงขึ้น โอกาสที่ผู้บาดเจ็บมีอาการสาหัส หรือทุพลภาพเพิ่มสูงเป็นประวัติการณ์

เมื่อเทียบกับประเทศอื่นแล้ว ประเทศไทยมีอัตราการเสียชีวิตบนท้องถนนเป็นอันดับ 3 ของโลก! รายงาน Global Status Report on Road Safety โดยองค์การอนามัยโลก พบว่าประเทศไทยมีสถิติการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนสูงถึง 38 ราย ต่อประชากร 100,000 รายต่อปี รองจากประเทศเอริเทรีย (48 ราย) และประเทศลิเบีย (41 ราย)

Chiang Mai City rides towards a “Green Future” in Thailand

Trinn Suwannapha's picture
Also available in: ภาษาไทย

When I was asked to produce a video about the Chiang Mai Sustainable Urban Transport Project, I thought it would be really interesting for me to see how Thailand’s second largest city had changed. The last time I visited Chiang Mai before this was 15 years ago, in the 1990s.

Ideas for a Greener Chiang Mai

Chiang Mai is now very vibrant and full of potential. There is an energetic, creative buzz about it and yet it still manages to hold on to its unique heritage and identity.

ร่วมใจปั่น กันไปสู่ "อนาคตสีเขียว" ของเมืองเชียงใหม่

Trinn Suwannapha's picture
Also available in: English

ตอนที่ผมได้รับมอบหมายให้มาทำวิดีโอเกี่ยวกับโครงการขนส่งอย่างยั่งยืนเมืองเชียงใหม่ ผมว่า คงน่าสนใจมากที่จะได้เห็น เมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เพราะครั้งสุดท้ายที่ผมมาเชียงใหม่ก็เมื่อ 15 ปีก่อน ในช่วงยุคปี ค.ศ. 90 นู้น

แนวคิดใหม่เพื่อเชียงใหม่สีเขียว

ตอนนี้ เชียงใหม่เป็นเมืองที่มีชีวิตชีวาและเปี่ยมด้วยศักยภาพ มีเสียงบอกต่อกันมาถึงความกระตือรือร้นและความริเริ่มสร้างสรรค์ แล้วก็ยังคงรักษามรดกและอัตลักษณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของตนไว้

Thailand: taking the first step for a green Chiang Mai

Chanin Manopiniwes's picture
Also available in: ภาษาไทย

Everyone who travels to Thailand will want to have Chiang Mai on their list. It’s an old city which reflects the lovely northern Thai culture and has a lot of significant history behind it. My wife and I spent our first anniversary there because it’s very nice and peaceful. Chiang Mai is a place where Thais often go to recharge and take advantage of the slower pace of life. I have started recently travelling to Chiang Mai more often for work, but even that is also pleasurable.

 

 

Chiang Mai has grown so much, and so fast. We see more and more cars in the city center. The traffic jams are becoming problematic and the public transportation issue remains an unsolved problem. To help, the World Bank is supporting the Chiang Mai Municipality's vision of promoting “green mobility” with help from the Global Environment Facility (GEF). It is a small pilot project that supports non-motorized transport, such as walking and bicycling, by improving city center's walk path and bicycle lanes in the city center.

ย่างก้าวแรกสู่เชียงใหม่สีเขียว

Chanin Manopiniwes's picture
Also available in: English

ใครๆ ที่มาประเทศไทย ก็ต้องมีเชียงใหม่อยู่ในรายการเที่ยว เพราะเชียงใหม่เป็นเมืองเก่าที่สะท้อนวัฒนธรรมทางเหนือของไทยได้อย่างงดงาม และยังแฝงแง่มุมทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญไว้มากมาย ผมและภรรยาไปฉลองครบรอบแต่งงานในปีแรกที่นั่นเพราะเป็นเมืองที่สงบและสวยงาม เชียงใหม่เป็นจังหวัดที่คนไทยมักไปเที่ยวเพื่อพักผ่อนและดื่มด่ำกับจังหวะชีวิตที่ช้าลง ไม่นานมานี้ผมได้ไปเยือนเชียงใหม่บ่อยขึ้นเพราะเรื่องงาน แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีความพึงใจ

 

 

เชียงใหม่เจริญขึ้นมากและโตเร็วมาก ในตัวเมืองเราจะเห็นรถราเพิ่มขึ้น เริ่มเกิดปัญหารถติดและปัญหาระบบขนส่งมวลชนก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข ธนาคารโลกจึงช่วยสนับสนุนวิสัยทัศน์ของเทศบาลนครเชียงใหม่ที่ต้องการส่งเสริม “ยานยนต์สีเขียว” (green mobility) ด้วยการสนับสนุนจากกับกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environment Facility) นี่เป็นโครงการนำร่องเล็กๆ ที่ส่งเสริมการใช้ยานพาหนะไร้เครื่องยนต์ เช่น การเดิน การปั่นจักรยาน โดยการพัฒนาทางเดินและทางจักรยานในใจกลางเมือง

โครงการแล็ปท็อป และแท็บเล็ตเพื่อการศึกษาขนาดใหญ่ -- บทเรียนจาก 10 ประเทศ

Michael Trucano's picture

Also available in English

Photo by eFF-BKK
ภาพถ่าย slate กระดานฉนวน โดย Napat Chaichanasiri ผ่านการใช้ลิขสิทธิ์จากครีเอทีฟคอมมอนส์

ช่วงเวลาที่ผ่านมา มีข่าวน่าสนใจจากบทความที่มาจากหลากหลายแหล่ง ตั้งแต่ จากเคนยา เรื่อง “โรงเรียนประถม 6,000 แห่งได้รับเลือกร่วมโครงการแล็ปท็อปฟรี” หรือ จากแคลิฟอร์เนียเรื่อง “ลอสแอนเจลิสเตรียมแจกไอแพดฟรี 640,000เครื่องให้นักเรียน” นี่เป็นแค่สองเรื่องจากที่มีอยู่มากมาย ที่ชี้ให้เห็นถึง การนำคอมพิวเตอร์พกพา (แล็ปท็อป และแท็บเล็ต) มาใช้ในโรงเรียนทั่วโลกอย่างรวดเร็วขึ้นและเป็นจำนวนมากขึ้น ถ้ามองจากค่าใช้จ่ายเพียงด้านเดียว ซึ่งอาจจะมีมูลค่ามหาศาลได้แล้ว ข่าวเหล่านี้บ่งชี้ว่า การนำเทคโนโลยีมาใช้ในโรงเรียน เริ่มที่จะเข้ามาเป็นศูนย์กลางของนโยบายและกระบวนการวางแผนด้านการศึกษา ในหลายประเทศทั่วทุกทวีป ไม่ว่าจะร่ำรวยหรือยากจน

โครงการแบบนี้เป็นความคิดที่ดีหรือไม่? นั่นก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่าง ผมพบว่า โดยส่วนมากข้อเสียของโครงการลักษณะนี้จะซ่อนอยู่ในรายละเอียด (และการวิเคราะห์ความคุ้มทุน) อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า โครงการเหล่านี้กำลังเกิดขึ้น บ้างให้ผลดี บ้างก็มากับผลเสีย ทั้งยังเกิดถี่ขึ้น และจำนวนมากขึ้น เห็นได้จากคำถามต่อไปนี้

กรุงเทพฯ หลังน้ำท่วม 2554: คนยากจนเป็นอย่างไรบ้าง?

Zuzana Stanton-Geddes's picture

Also available in English

หน้าฝนมาเยือนเมืองไทยอีกแล้ว มาพร้อมกับความทรงจำถึงน้ำท่วมครั้งใหญ่ในปี 2554 ที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนกว่า 13 ล้านคน มีผู้เสียชีวิต 680 ราย และสร้างความเสียหาย 46.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ  ผลกระทบของน้ำท่วมที่มีต่อธุรกิจและห่วงโซ่อุปทานของโลกที่มีการบันทึกไว้เป็นอย่างละเอียด และเป็นข่าวพาดหัวตลอดทั้งปี 2555  แต่ว่าคนยากคนจนล่ะเป็นอย่างไรบ้าง?

น้ำท่วมคราวนั้นเปลี่ยนแปลงชีวิตชายและหญิงหลายแสนคน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในสภาพง่อนแง่นไม่มั่นคงอยู่แล้ว  สองปีผ่านไปเกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นบ้าง?

จากการที่ได้ไปเยือนโครงการพัฒนายกระดับชุมชนแออัดสองแห่งในกรุงเทพฯ ตอนเหนือเมื่อเดือนก่อน ก็ได้พบเห็นเรื่องราวที่เป็นประเด็นสำหรับเมืองอื่นๆ ในเอเชียที่กำลังเผชิญกับการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรอย่างรวดเร็ว พลังอำนาจของภัยธรรมชาติ และความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ

Social and online media for social change: examples from Thailand

Anne Elicaño's picture
Also available in: ภาษาไทย


In Bangkok, a campaign to save land from being turned into another mega mall
brings people together online--and offline. Photo credit: Makkasan Hope

As a web editor and as a digital media enthusiast I’ve seen all sorts of content online: a close-up photo of someone’s lunch, a video of singing cats, selfies (for the blissfully uninitiated- these are self-portraits taken from mobile devices), and more.

Can such content change the world for the better? What if these were more substantial or inspiring, would it spur change more effectively? While messaging is important, I think the real power of social and online media is in its convening power.  The changing the world for the better bit happens when the communities formed by social media take things offline and act.

สื่อสังคมออนไลน์เพื่อเปลี่ยนสังคม: ตัวอย่างจากประเทศไทย

Anne Elicaño's picture
Also available in: English
การรณรงค์เพื่อสงวนมักกะสันไม่ให้เป็นห้างใหญ่ได้รวมพลังชุมชนทั้งในออนไลน์ และ ออฟไลน์ ภาพถ่ายโดย เราอยากให้มักกะสันเป็นสวนสาธารณะและพิพิธภัณฑ์

ในฐานะบรรณาธิการเว็บไซต์และผู้มีความกระตือรือร้นในเรื่องสื่อออนไลน์ ฉันเห็นเนื้อหามาทุกประเภท ตั้งแต่ภาพถ่ายใกล้ๆ ของข้าวเที่ยงของใครบางคน วีดิโอแมวร้องเพลง และภาพถ่ายตัวเองจากกล้องโทรศัพท์มือถือ และอื่นๆ

เนื้อหาเหล่านี้สามารถเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นได้ไหม? ถ้าหาก เนื้อหาเหล่านี้จะมีสาระและให้แรงบันดาลใจมากกว่านี้ จะทำให้มันมีประสิทธิภาพในการนำไปสู่เกิดการเปลี่ยนแปลงมากกว่านี้ไหม? ในขณะที่เนื้อหาก็เป็นสิ่งสำคัญ ฉันกลับคิดว่า พลังที่แท้จริงของสื่อสังคมออนไลน์คือ ความสามารถในการรวมพลังชุมชน นั่นคือ การเปลี่ยนโลกจะเกิดขึ้นได้จริงๆ เมื่อชุมชนที่รวมตัวกันจากสื่อสังคมนำสิ่งเหล่านั้นออกไปสู่โลกจริงๆ และลงมือทำ

Pages